New Kid on the Blog!

ต ถตา มันเป็นเช่นนั้นเอง

เป็นช่วงเวลาที่ถูกตรึงไว้ที่ความทุกข์ กว่าจะกลับมาสู่จิตใจที่ปกติได้ มองกลับไปก็พบว่า เรื่องที่แย่กว่านี้เราก็เจอมาแล้ว เมื่อเรารู้ว่าเราเต็มที่ แม้ใครจะยังไง จงภูมิใจในสิ่งที่เราเลือก ถึงจะมีเพียงแค่กระจกเงาที่จะพยักหน้ากลับมาและรับฟังเราก็ตาม

แต่กว่าจะดีขึ้น ก็ใช้เวลา 3 วันเลยทีเดียว หวังว่าหลังจากนี้ เราจะรอบคอบ และจัดเรียงระบบการทำงานให้ดีขึ้นกว่านี้

ปล่อยไป

image

ความโกรธเกลียด เคียดแค้น ลุ่มหลง และ ขลาดกลัว ควรให้มันอยู่กับเราให้น้อยที่สุด

แม้หนึ่งวันจะมี 24 ชั่วโมง แต่เราก็ต้องนอนอย่างน้อย 8 ชั่วโมงเข้าไปแล้ว
หนึ่งสัปดาห์มี 7 วัน แต่เราก็ยังได้พักอย่างน้อย 1 วัน

ชีวิตที่มี ควรอยู่กับความธรรมดา โปร่ง โล่ง สบาย อยู่กับสติ และความเป็นจริง

ดังนั้น ละ และ วาง เรื่องรอบตัวเสียบ้าง
เอาเรื่องงานไว้ที่ทำงาน
เอาความเป็นส่วนตัวกลับมาบ้าน
ใช้ชีวิตเพื่อร่างกายตัวเอง ผ่อนคลาย และ ปล่อยวาง

เราปล่อยให้เหตุการณ์และเวลา จัดการบางเรื่องที่เราไม่พอใจเสียบ้าง…
…เราจะได้มีเวลาพักสมองมากขึ้น

17/05/2559

ไดอารี่ที่ไม่มีความลับให้บันทึก

เคยมีไดอารี่กันไหม? สมุดจดบันทึกทุกอย่างที่เราอยากเขียน บางคนเปรียบไดอารี่เป็นเพื่อนสนิท เป็นลูกรัก และบางคนเปรียบเป็นหีบสมบัติแห่งความลับส่วนตัว

หลายครั้งไดอารี่ถูกเปิดอ่านโดยคนที่เขารัก คนที่เขานับถือ แล้วทำให้เกิดความเข้าใจผิดว่า ทำไมถึงคิดไม่ดีกับเขาคนนั้น…
…แน่นอน ความลับไม่มีในโลก แต่ทุกคนอยากรู้ความลับของอีกคน โดยที่ห้ามให้ใครมารู้ความลับของตัวเอง

…ผมหยุดเขียนไดอารี่แบบนี้มา 10 ปีแล้ว ไม่มีความลับใดถูกเขียนหรือถูกบันทึกบนสื่อมานาน เพราะไม่ชอบการแอบอ่านโดยไม่คิดว่าที่เราเขียนคือความลับของเราเท่านั้น

แบบนี้แหละ จึงเห็นแค่ความตลกของผมเท่านั้น และไม่มีใครจะได้ความลับอีก

Feeling out loud

อารมณ์ศิลปิน จะมีความอ่อนไหวต่อสิ่งกระทบค่อนข้างสูง ไม่รู้ว่าอยู่ในหมวดอารมณ์ศิลปิน หรือแค่ติ๊สต์แตก จากเพลง “Thinking out loud” (Ed Sheeran) ที่ควรซึ้ง กลับกลายเป็นน้ำตาไหล…

คล้ายตอนฟังเพลง “พลังงานแสงอาทิตย์” (Sweet Mullet) เพลงที่ควรฮึกเหิมและกระโดดให้สูง กลางเทศกาลบิ๊กเม้าเท่น แต่กลายเป็นร้องไห้ไม่หยุด!

เรื่องบางเรื่องก็เริ่มต้นง่ายๆ

ผมรู้สึกถูกชะตากับโรงแรมที่ปรับปรุงจากบ้านประวัติศาสตร์ริมน้ำจันทบูร อยากเข้าไปดูมากๆ แต่ไปทีไรก็ปิดประตูหน้า รู้สึกเสียดายทุกครั้ง

จนมีเพื่อนคนหนึ่งโทรมาบอกว่า มีที่พักแห่งหนึ่งหาคนช่วยงาน คุยอยู่นาน ก็ทำให้รู้ว่า บ้านพักที่ผมอยากเข้าไปนั่นเอง!

เหมือนหนังหาสมบัติทั่วไป ผมค่อยๆได้พูดคุยทีละท่าน แต่ละวันจะได้พูดคุย และได้คำตอบว่าเดี๋ยวแจ้งพี่อีกคนให้ พรุ่งนี้มาคุยนะ แต่ละท่านจะพาไปสู่อีกท่าน เหมือนได้คำใบ้เพื่อทีละด่าน และได้รับรู้เหมือนกันว่า พวกเขาได้ยินชื่อของผมมาบ้างแล้ว เพราะเพื่อนผมเยินยอชื่อเสียงไว้เยอะเลย!

แต่ก็แลกด้วยการรอคอย ผมมานั่งรอร้านเพื่อน เพื่อเดินไปดูว่าเขาว่างคุยกับผมตอนไหน เนื่องจากแถวนั้นกำลังมีงาน ทางเจ้าของพื้นที่จึงต้องต้อนรับผู้มาเยือนตลอดเวลา จึงทำได้แค่ทัก และให้เบอร์โทรกลับไว้

จนเมื่อคืน ได้รับสายโทรศัพท์ว่า “วันอาทิตย์เดี๋ยวเข้ามาเจอกันเลย” ประโยคนี้สั้นๆ แต่ยิ่งใหญ่นะครับ เพราะหมายความว่าผมจะได้เจอกับพี่ใหญ่ของที่พักแห่งนี้ เพื่อพูดคุย และเริ่มงานทันที!
historyinn
*เรื่องนี้เริ่มต้นง่ายๆ แต่ตื่นเต้นดีเหมือนกันนะ*

ปล. Cat Expo , a day night trip คืองานที่ผมไม่ได้ไป เพื่อเริ่มต้นเรื่องง่ายๆเรื่องนี้

ทักได้

ขอพูดถึงสิ่งที่อยู่ในหัวผมมาสักสิบปีนะครับ
ผมเคยหยุดแต่งเพลง เมื่อเพื่อนขำเพลงที่ผมแต่งเล่นๆว่า “ตลกว่ะ”
ผมมาหยุดเขียนหนังสือและ blog เมื่อมีคนทักว่า “นี่กำลังพูดถึงใคร?”
ผมไม่คิดเล่นดนตรี เมื่อมีคนถามว่า “แล้วจะกินอะไร?”

อาการทักจากผู้คนรอบข้าง จริงๆแล้วอาจเป็นการทักทายปกติ โดยไม่คิดอะไรมาก
แต่เรามักคิดว่า การ “ทัก” เหมือนจิ้งจกทัก คือเครื่องย้ำเตือนว่ากำลังเกิดสิ่งร้ายแรง
หรือ การ “ทัก” คือการตำหนิที่เราจะต้องหวาดกลัว

แล้วทำให้เรา “หยุด” สร้างสิ่งที่มันอาจเปลี่ยนชีวิตให้เราไปในทางที่ดี

ผมมีเรื่องเดียว ที่ไม่มีใครเคยทัก หรือทักแล้ว แต่ผมไม่สน นั่นคือ “การเดินทาง”

การเดินทาง ทำให้ผมเห็นว่า หลากหลายชีวิตที่เคยโดยทัก แล้วเขาก็ฟัง หรือไม่ฟังบ้าง แต่เขาก็ทำต่อไป!

เพื่อนผม จากเล่นดนตรีพอได้ เขาโดนทักว่าจะไหวเหรอ เขาก็ฟัง และขอความรู้กลับจากคนที่ทัก และถาม และทำ และถาม และทำ สิ่งที่เขารู้คือ เขาร้องเพลงไม่เพราะ ดังนั้นการทักของใครคนนั้น ทำให้เขาทำอัลบั้มเพลงบรรเพลงแทน! ออกมา 3-4 อัลบั้ม จนวันหนึ่งผมได้รู้ว่าเขาเป็นซาวด์เอ็นจิเนียร์!
มีน้องคนหนึ่ง เขาอยากเขียนหนังสือ แต่รู้ว่าไม่มีเวลา ไม่มีไอเดีย โดนทัก เขาก็รับฟัง แล้วเขาก็ลาออกจากงาน เพื่อเขียนๆๆ และหาข้อมูล และเขียนๆๆ ผ่าน web-site ของเขาเอง!
เพื่อนอีกคน เขาชอบร้องเพลง แต่รู้ว่าเสียงยังไม่ดีพอ กิจวัตรประจำวันของเพื่อนคนนี้ที่ผมเห็น คือ ตื่นเช้า แล้วจับกีตาร์ ร้องเพลงที่อยากร้อง ก่อนนอนก็ร้อง ทำแบบเดิมทุกวัน จากแค่ในวงเหล้า เขาก็ค่อยๆปรับไปตามกาลเวลา จากที่เคยทักว่า มันมีแค่เสียงเดียว น่าเบื่อ ตอนนี้เหรอ… เขามีร้านของตัวเอง และร้องเพลงประจำอยู่ทุกคืน ด้วยวงที่เขาค่อยๆหาสาชิกมาร่วมวงเอง

ทุกคนโดนทัก แต่ทุกคนก็ทำต่อไป

ผมกำลังกลับมาทำทุกอย่างที่หยุดทำไปเมื่อสิบปีก่อน
ผมเริ่มขำกับสิ่งที่เพื่อนบ่นว่า “มันบ่นอะไรใน facebook วะ กรูไม่เข้าใจ ตรรกะอะไร” เพราะถ้าเขาบอกว่าไม่เข้าใจ แปลว่าเขาก็อ่านมันอยู่ทุกวัน
ผมได้เล่นดนตรีกลางคืน จากที่เหนื่อยมากที่ต้องเล่นทุก 2 ชั่วโมงกว่าๆ กลับกลายว่า เมื่อได้หยุดพัก ผมกลับเหงาและไม่มีอะไรทำ!

และผมก็พร้อมให้ทุกคนมาทักได้นะครับ แต่ผมจะไม่หยุดทำอีกแล้ว
ขอบคุณครับ

การตลาดจากร้านรองเท้า

เรียนการตลาดแบบรวดรัดจากร้านรองเท้า

รองเท้าคับไป : รุ่นนี้เวลาใส่ไปสักพัก มันจะขยายนะ เดี๋ยวก็พอดี
รองเท้าหลวมไป : เวลาใส่แบบนี้ เราจะใส่สบายนะ จะไม่บีบนิ้วเท้าเรา
รองเท้าไม่มีสีที่อยากได้ : แต่ตอนนี้กำลังฮิตสีนี้เลยนะ อินเทรนด์เลย
รองเท้าไม่มีให้เลือก : ของเพิ่งลงเลย ใหม่สุดๆ ไม่ตกเทรนด์แน่ๆ
รองเท้ามีเลือกเยอะแต่ไม่ชอบเลย : กว่าจะถึงรอบลงของใหม่อีกนานเลย
รองเท้าใส่พอดี : โชคดีจริงๆ ซื้อเลยค่ะ!

สรุปว่า อะไรก็เหมาะกับคุณ ถ้าพูดเป็น!

ปล. ผมไปซื้อ onitsuka ร้านนึง เจอคำเชิญชวนเหล่านี้ครบเลย!