เมื่อวันก่อนผมได้ลงไปเที่ยวเกาะกูดและลงเล่นน้ำทะเลอย่างที่ใจต้องการเสียที หลังจากที่คิดทริปนี้มาตั้งแต่ต้นปี กว่าจะบรรลุจุดหมายที่ตั้งไว้ก็กลางปีไปแล้ว
เกาะกูด เป็นสถานที่ที่ผมคิดไว้เสมอว่า จะต้องไปกับใครสักคน!
แต่ครั้งนี้ก็มาคนเดียว ผมจึงมักจะตอบคำถามเวลาใครๆถามว่า “ไปเกาะกูดทำไม?”
“ไปปลดทุกข์!” คำตอบกวนๆมึนๆ แต่เป็นเช่นนั้นจริงๆ
การลงทะเลครั้งนี้ คือการก้าวลงเล่นน้ำลำพัง ความทรงจำหลายอย่างจึงตามมา แม้ความจริงไม่มีใครอยู่ข้างๆ บนหาดทรายไม่มีคนเดินตาม มีแต่เสียงลม พักโบกต้น และคลื่นน้ำซัดชายหาด ให้เราเดินย่ำไปตามพื้นทราย
การลงไปเล่นน้ำจึงเป็นเหมือนการกระโจนลงไปแหวกว่ายแบบบ้าบออยู่คนเดียว ลุยคลื่น ดำน้ำ ส่งเสียงไร้สาระ เพียงลำพัง! แล้วก็คิดอะไรได้หลายๆอย่าง…
“การตายโดยไม่มีใครจดจำเรื่องที่ดีๆของเราได้ เป็นเรื่องน่าสมเพชที่สุดในโลก”
“การไม่มีงานทำ ก็ไม่ได้หมายความว่าเราไม่ได้ทำงาน”
“อยากจะโทรบอกใครสักคนว่าตอนนี้อยู่ไหนและรู้สึกอย่างไร…”
“ในเมื่อทุกที่ทำงานต้องการคนมีประสบการณ์มาก่อน เราก็ไปหาเองก็ได้”
“ถ้าใครสักคนมาอยู่ข้างๆเราตอนที่อยู่ท่ามกลางทะเลกลางใหญ่ คงจะดี…”
“วันนี้ตกงาน แต่ยังได้พักผ่อน แต่ถ้าได้ทำงานเมื่อไหร่ เราต้องไม่ลืมพักผ่อนแบบนี้”
“เราไม่มีเงิน แต่เรายังมีเวลาเป็นของตัวเอง”
“รักแม่จัง! รักพ่อด้วย รักพี่สาวด้วย …แล้วก็อยากรักใครอีกสักคนด้วย!”
หลายความคิดล่องลอยมา แต่ก็ทำได้แค่คิด แล้วก็ยิ้ม แล้วก็น้ำตาไหล เพียงเท่านั้น!
“ไม่เป็นไร!” บอกตัวเองแบบนั้น
บทสรุปของการลงเล่นน้ำทะเลครั้งนี้ ในท่ามกลางสายน้ำและเกลียวคลื่นที่ซัดมาไม่หยุดหย่อน
ทำให้เข้าใจข้อความที่บอกว่า เราเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ ทำให้ปล่อยวางไปได้เยอะ หวังว่าวันข้างหน้า “ผมจะเลิกกลัวและใช้ชีวิตอย่างเป็นธรรมชาติมากขึ้นนะ!”
และสัญญากับตัวเองอย่างเงียบๆไว้แล้วว่า “หลังจากโต้คลื่นทะเลครั้งนี้ ชีวิตเราต้องดีขึ้น”
…อย่างน้อยๆ ผมก็ขี่มอ’ไซด์ลงเนินชันๆได้ โดยเหงื่อไม่แตก แขนไม่ชา ขาไม่สั่น สติยังอยู่ครบ และไม่กลัวล้มจนได้
ปล.ตอนลงเล่นน้ำทะเล นึกถึงเพลง “ฉันคิดไปเป็นชาวเกาะ” ตลอดเวลา ก้องในหู ขนาดน้ำเข้าหู มันก็ยังก้อง วิ้งๆๆๆ…